พัฒนาจากเหล็กกล้าธรรมดามาเป็น เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless Steel)

ด้วยความอยากทราบว่า ถ้าเราผสมธาตุต่างๆ เช่น คาร์บอน, โครเมียม, นิกเกิล และอื่นๆ ลงในเหล็กกล้า จะทำให้เหล็กกล้านั้น มีคุณสมบัติ เปลี่ยนไปอย่างไร บ้าง ดังนั้นในปี ค.ศ. 1913 หรือตรงกับ พ.ศ. 2456 ในบ้านเรา Mr. Harry Brearley อาจารย์มหาวิทยาลัย Sheffield ประเทศอังกฤษได้ทำการ ค้นคว้า ทดลอง นำธาตุต่างๆ ผสมลงในเหล็กกล้า ในภาวะต่างๆ และนำมาทดสอบหลายๆ ด้านดูว่าเหล็กที่ผสมธาตุต่างๆไปนั้น จะให้คุณสมบัติ ที่ดีขึ้นในด้านใดบ้าง

ในครั้งนั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้ค้นพบเหล็กกล้าไร้สนิม หรือเรียก ทั่วไปว่า Stainless steel หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า “เหล็กกล้าไร้สนิม” (คำว่า Stain อ่านว่า ซะ-เทน แปลว่า ยึดเกาะ ดังนั้นคำว่า Stainless steel แปลว่า เหล็กที่ไม่ถูก ยึดเกาะ ซึ่งในปัจจุบันรู้จักในชื่อว่า “เหล็กกล้าไร้สนิม”)

และเขาได้ทดลองผสมธาตุโครเมียมให้มากกว่า 12 % โดยปริมาตรพบว่า สเตนเลส มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมของกรด ( Acid Corrosion)ได้ดี ต่อจากนั้นมา สเตนเลสได้ถูกพัฒนาคุณสมบัติเรื่อยมา โดยการ เพิ่มธาตุต่างๆ เช่น โมลิบดีนัม นิกเกิล และอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบัน โครเมียม นิกเกิล โมลิบดีนัม และแมงกานีส กลายเป็นส่วนผสมหลัก สำหรับเหล็กกล้าไร้สนิม ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่

การปรับปรุงปริมาณของส่วนผสมต่างๆ ทำให้เกิดเหล็กกล้าไร้สนิมเกรดต่างๆ มากมาย ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ และนิยมใช้มากในปัจจุบันคือ ประเภทเฟอร์ริติค จะพบในสเตนเลส Series AISI 4XX และออสเทนนิติค จะพบในสเตนเลส Series AISI 3XX (AISI: The American Iron and Steel Institute)

ในปัจจุบัน สเตนเลสต้องมีส่วนผสมของ โครเมียมไม่ต่ำกว่า 10.5% ในเนื้อเหล็ก ทั้งหมด จึงจะถือว่า เป็นเหล็กกล้าไร้สนิม โครเมียมจะทำให้เกิด ฟิล์มโครเมียมออกไซด์ เคลือบผิวของเหล็กกล้าไร้สนิมไว้ (Passive film) หากฟิล์มนี้เสียหาย เหล็กกล้าไร้สนิม ก็สามารถสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์ ได้ใหม่ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สเตนเลสมีคุณสมบัติ ในการต้านการกัดกร่อน ได้ดีกว่า เหล็กธรรมดา ทั่วไป

ธาตุโครเมียมยังไม่ได้ถลุง


ธาตุนิกเกิลยังไม่ได้ถลุง

ธาตุโมลิบดีนัมยังไม่ได้ถลุง